เมื่อเช้า 26 สิงหาคมที่ผ่านมา มวลน้ำแข็ง หิน และตะกอนจำนวนมหาศาลบนเทือกเขาหิมาลัยพังลงสู่หุบเขาใกล้ชายแดนเนปาล‑ทิเบต ส่งผลให้เกิดน้ำท่วมฉับพลันซึ่งทำลายที่อยู่อาศัยของชาวบ้านและทำให้โครงสร้างพื้นฐานสำคัญเช่นถนนและสะพานเสียหายอย่างหนัก
นักวิทยาศาสตร์ที่ตรวจสอบเหตุการณ์ยังไม่ได้สรุปว่า การเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศ (Climate Change) เป็นสาเหตุโดยตรงของการพังทลายครั้งนี้ อย่างไรก็ตาม พวกเขายืนยันว่าธารน้ำแข็งของเทือกเขาหิมาลัยกำลังถอยร่นอย่างต่อเนื่อง และ permafrost หรือดินแข็งถาวรที่เคยยึดเกาะภูเขากำลังเปลี่ยนแปลงไป
เหตุการณ์นี้ทำให้ผู้เชี่ยวชาญและผู้กำหนดนโยบายต้องตระหนักถึงความเสี่ยงแบบต่อเนื่อง (cascading risk) ที่อาจเริ่มจากการอุ่นของอากาศ → ความไม่เสถียรของธารน้ำแข็ง → หิมะถล่ม → น้ำท่วม → ความเสียหายต่อโครงสร้างพื้นฐาน → ผลกระทบต่อพลังงาน → ห่วงโซ่อุปทาน → เศรษฐกิจ ทั้งหมดนี้เรียกว่า “snowball effect” หรือ “ฝีแตก” ที่อาจขยายผลอย่างรวดเร็ว
ผู้บริหารระดับสูงขององค์กรต่าง ๆ ถูกเรียกร้องให้มองหาจุดอ่อนที่ซ่อนอยู่ในระบบความเสี่ยงของตน ไม่ว่าจะเป็นความเสี่ยงต่อซัพพลายเชน การจัดหาพลังงาน หรือความเสี่ยงต่อชื่อเสียง และต้องประเมินว่าหากเหตุการณ์หนึ่งล่มสลาย จะส่งผลกระทบต่อส่วนใดของธุรกิจบ้าง
ในขณะที่การวิจัยยังคงดำเนินต่อไป ความสำคัญของการเตรียมความพร้อม (resilience) ต่อเหตุการณ์ที่อาจเกิดขึ้นโดยไม่คาดคิดก็ยิ่งชัดเจนขึ้น บอร์ดบริษัทและหน่วยงานรัฐจึงควรใช้เหตุการณ์นี้เป็นกรณีศึกษาเพื่อทบทวนแผนรับมือและตรวจสอบว่าระบบของตนพร้อมรับมือกับ “snowball” ที่อาจมาถึงหรือไม่