นายยาห์ยา อัล‑ซารี โฆษกฝ่ายทหารของกลุ่มฮูตีกล่าวว่า กองกำลังของพวกเขาใช้โดรนและขีปนาวุธทิ้งตัวจำนวนมากโจมตี "พื้นที่อ่อนไหว" ในกรุงริยาด รวมถึงคลังน้ำมันของบริษัทอารามโก้ (Aramco) ใกล้เมืองยันบูบนชายฝั่งทะเลแดง.

กระทรวงกลาโหมซาอุดีอาระเบียตอบว่า กองทัพสามารถสกัดกั้นและทำลายขีปนาวุธที่มุ่งเข้ามาในริยาดได้ และยับยั้งความพยายามโจมตีพลเรือนในเมืองบิช, ตาอิฟ, ฟาราซาน และยันบูสำเร็จ.

ในช่วงกลางดึกของวันศุกร์ที่ 18 กันยายน ซาอุดีอาระเบียส่งข้อความเตือนภัยการโจมตีทางอากาศไปยังมือถือของประชาชนในริยาด แต่ได้ยกเลิกคำเตือนในเช้าวันเสาร์ต่อมา มีรายงานว่าควันดำพุ่งขึ้นจากถังเก็บน้ำมันของอารามโก้ใกล้สนามบินนานาชาติคิงคาลิด ทำให้ไฟไหม้และการให้บริการเที่ยวบินล่าช้าและยกเลิกหลายเที่ยว; รัฐบาลซาอุดีอาระเบียยังไม่ได้ยืนยันว่าความร้อนเกิดจากการโจมตีของฮูตีหรือไม่.

กลุ่มฮูตีซึ่งได้รับการสนับสนุนจากอิหร่านได้อ้างว่าการโจมตีครั้งนี้เป็นการตอบโต้ต่อการทำอากาศของซาอุดีอาระเบียต่อเยเมนกว่า 300 ครั้งในสัปดาห์ที่ผ่านมา รวมถึงการทำลายศูนย์การบินของซานาในเยเมน; ทั้งสองฝ่ายรายงานผู้เสียชีวิตรวม 48 ราย – 31 รายจากฝ่ายฮูตีและ 17 รายจากฝ่ายรัฐบาลเยเมนที่ซาอุดีอาระเบียสนับสนุน.

การยึดเมืองท่าโมคาและเกาะเปริมตั้งแต่เดือนกรกฎาคมทำให้ฮูตีควบคุมฝั่งตะวันออกของช่องแคบบับ‑เอล‑มันเดบ ซึ่งเป็นคอขวดสำคัญเชื่อมระหว่างทะเลแดงกับอ่าวเอเดน ส่งผลให้เรือสินค้าและเรือน้ำมันของซาอุดีอาระเบียต้องพึ่งพาเส้นทางทะเลแดง; ฮูตีได้ประกาศปิดล้อมและขู่จะโจมตีเรือพาณิชย์และเรือบรรทุกน้ำมันที่เดินทางไปยังท่าเรือของซาอุดีอาระเบีย.